กฎระเบียบและข้อบังคับ

ชื่อบริษัท: บริษัท เดอะ บางกอก คลีนนิ่ง จำกัด 

ที่อยู่ 48/7 ซอยสุขุมวิท 36 ซอยนภาศัพท์ แยก 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ประเทศไทย

เลขประจำตัวผู้เสียภาษี.: 0105558021054

โทรศัพท์ / แฟ็กซ์: +66 02 665 6233

ประเภทธุรกิจType of Business: ธุรกิจทำความสะอาด ในที่อยู่อาศัย และ ในภาคธุรกิจ Domestic and Commercial Cleaning ธุรกิจทำความสะอาด ในที่อยู่อาศัย และ ในภาคธุรกิจ                                                                                                                                                      

คำนำ

ข้อบังคับการทำงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานทุกคนได้เข้าใจในแนวนโยบายของบริษัทฯ ในเรื่องเกี่ยวกับ กฎระเบียบข้อบังคับ ข้อปฏิบัติ  ฯลฯ  ที่พนักงานทุกคนควรทราบ และมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติให้อยู่ในแนวทางเดียวกัน เพื่อจะทำให้เกิดการประสานการทำงานที่ดี บรรลุตามเป้าหมายของบริษัทฯ และบังเกิดความเจริญก้าวหน้าแก่องค์กร ในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างบรรยากาศให้อยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น สงบสุข อันจะเป็นประโยชน์ให้กับพนักงานของบริษัทฯ ทุกคน 

บริษัทฯ จึงขอให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับนี้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพนักงานระดับผู้บังคับบัญชาซึ่งนอกจากจะต้องปฏิบัติตนให้เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับนี้แล้ว ท่านยังมีหน้าที่ต้องคอยกำกับดูแลแนะนำพนักงานในบังคับบัญชาของท่านให้ปฏิบัติตามอีกด้วย

อนึ่ง บริษัทฯ อาจตกลงกับพนักงานที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติม หรือยกเว้นข้อความทั้งหมด หรือบางส่วนในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม หรือกรณีที่มีประกาศใช้กฎหมายใหม่ในอนาคต เพื่อให้บริษัทฯได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทฯ จะปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือตามแนวของคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดแล้ว

เนื้อหา

หมวดที่ 1: คำนิยามทั่วไป

ให้ใช้คำนิยามดังต่อไปนี้กับคำต่างๆที่มีอยู่ในระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับนี้

1. บริษัทฯ หมายถึง บริษัท เดอะเชียงใหม่ คลีนนิ่ง จำกัด และให้รวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจให้กระทำการแทนบริษัทฯ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานในนามบริษัทฯ

2. ระเบียบข้อบังคับ หมายถึง นโยบาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งของบริษัทฯ (ที่ประกาศออกใช้บังคับแก่พนักงานทุกคน)

3. สถานประกอบการหมายถึง อาณาเขตของบริษัทฯ สำนักงานหรืออาคารอื่น ๆ ของบริษัทฯ หรือที่ที่บริษัทฯได้ทำการเช่าไว้

4. ผู้บังคับบัญชา หมายถึง พนักงานที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทฯ ให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่หัวหน้างาน หัวหน้าแผนกของบริษัทฯ หรือตำแหน่งอื่น ๆ ที่เทียบเท่าขึ้นไป ซึ่งมีอำนาจในการสั่งการจากผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการในการมอบหมายงาน ให้คำแนะนำ ควบคุมดูแลบังคับบัญชาในการปฏิบัติงานของพนักงานให้เป็นไปตามนโยบายของบริษัทฯ ตลอดจนการมีอำนาจสั่งลงโทษพนักงานตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทฯ“

 5. พนักงาน หมายถึง บุคคลที่บริษัทฯ จ้างให้ทำงานกับบริษัทฯ โดยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย และได้รับค่าจ้างตอบแทนจากบริษัทฯ

6. พนักงานรายเดือน หมายถึง พนักงานที่บริษัทฯจ้างไว้เป็นการประจำและตกลงจ่ายค่าจ้างให้เป็นรายเดือน

7. พนักงานรายวัน หมายถึง พนักงานที่บริษัทฯ จ้างไว้เป็นการประจำ และตกลงจ่ายค่าจ้างให้เป็นรายวัน 

8. “พนักงานสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างแน่นอน” หมายถึงพนักงานที่บริษัทฯ ตกลงจ้างไว้ไม่เป็นการถาวร เพื่อทำงานโครงการชั่วคราว งานจร หรืองานตามฤดูกาล โดยมีระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน และเลิกจ้างเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้าง

9. “พนักงานทดลองงาน” หมายถึง พนักงานในระดับต่างๆ และพนักงานที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างแน่นอน ที่บริษัทฯ ตกลงจ้างมาเป็นพนักงานโดยมีระยะเวลาทดลองงานตามที่ระบุในสัญญาจ้างงาน ตามที่ได้ตกลง
10. “วันทำงาน” หมายถึง วันที่กำหนดให้พนักงานมาทำงานตามปกติ

11. “วันหยุด” หมายถึง วันที่กำหนดให้พนักงานหยุดทำงาน เช่น วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี หรือวันหยุดพักผ่อนประจำปี

12. วันลาหมายถึง วันที่พนักงานลาป่วย ลากิจส่วนบุคคล ลาคลอด ลาเพื่อการฝึกอบรมทางทหาร ลาเพื่อทำหมัน ลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ และลาเนื่องจากภรรยาคลอดบุตร

13. ค่าจ้าง หมายถึง ค่าจ้างที่จ่ายสำหรับการทำงานเต็มเวลาการทำงานปกติ แต่ไม่รวมถึงผลประโยชน์เกื้อกูลต่างๆ

14. ค่าจ้างในวันทำงานหมายถึง ค่าจ้างที่จ่ายสำหรับการทำงานเต็มเวลาการทำงานปกติ

15. การชำระเงิน หมายถึง บริษัทจะทำการชำระเงินเดือนให้แก่พนักงาน หนึ่งครั้งต่อเดือน และไม่เกิน 5 วันของเดือนถัดไป

16. การชำระภาษีเงินได้ หมายถึง รายได้หรือผลประโยชน์เกื้อกูลใดๆ ที่พนักงานได้รับ จะถูกหักออกเพื่อชำระภาษีเงินได้เป็นไปตามกฎหมาย ทางบริษัทฯ จะช่วยเหลือพนักงานในเรื่องของการเตรียมแบบฟอร์มและการยอมชำระภาษี พนักงานทุกคนจะต้องรายงานสถานะครอบครัวของตนและเปลี่ยนแปลงการชำระภาษีให้ถูกต้อง

 17. การพิจารณาปรับค่าจ้างและเงินเดือนสำหรับพนักงานที่ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง ผู้จัดการจะเป็นผู้ตรวจสอบ

18. การทำงานล่วงเวลา หมายถึง การทำงานนอกหรือเกินจำนวนชั่วโมงทำงานปกติในแต่ละวันในวันทำงาน หรือวันหยุดแล้วแต่กรณี

19. ประกาศบริษัทฯ หมายถึง ประกาศของบริษัทฯ ที่ได้ประกาศแจ้งให้พนักงานได้รับทราบและถือปฏิบัติ โดยเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับฯ ของบริษัทฯ

20. “ปีปฏิทิน” หมายถึง ปีตามความหมายของสากลทั่วไป โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง วันที่ 31 ธันวาคม ของแต่ละปี

หมวดที่ 2 วันทำงานเวลาทำงานปกติและเวลาพัก

  1. วันทำงาน เวลาทำงานปกติ และเวลาพัก

เนื่องจากลักษณะงานของบริษัทฯ แบ่งออกเป็นสองประเภท คือฝ่ายสำนักงาน และฝ่ายปฏิบัติงานทำความสะอาด บริษัทฯจึงได้จัดวันทำงาน, เวลาทำงานปกติและเวลาพักของพนักงานออกเป็น 2 กลุ่มดังนี้

พนักงานประจำสำนักงาน

วันทำงานปกติ: วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ รวม 5 วัน / สัปดาห์ 

เวลาทำงานปกติ: เวลา 09.00 – 18.00 น. 

เวลาพัก: เวลา 12.00 – 13.00 น. 

พนักงานทำความสะอาด ประจำหน่วยงาน ผู้ว่าจ้าง

วันทำงานปกติ: วันจันทร์ ถึง วันเสาร์ รวม 6 วัน/สัปดาห์ 

เวลาทำงานปกติ: เวลา 08.00 – 17.00 น. 

เวลาพัก: เวลา 12.00 – 13.00 น. 

กรณีมีเหตุจำเป็น หรือมีเหตุการณ์ไม่ปกติตารางงานบริษัทฯอาจมีการเปลี่ยนแปลง, เวลาทำงาน, เวลาพักและวันหยุดประจำสัปดาห์ตามลักษณะงาน และสภาพแวดล้อม หรือเพื่อความเหมาะสมกับสภาพการบริหารงานหรือการปฏิบัติการ โดยบริษัทฯจะยึดถือและปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ เป็นหลักในการพิจารณา และจะแจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้าเว้นแต่ว่าเกิดกรณีเร่งด่วน

2. 3. พนักงานทุกคนต้องบันทึกเวลาทำงานทุกครั้งที่เข้าทำงาน และเลิกงาน การทำงานนอกสถานที่แม้ไม่บันทึกเวลาทำงานต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาทราบ

หมวดที่3วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด

1. วันหยุดประจำสัปดาห์ บริษัทฯ กำหนดวันหยุดประจำสัปดาห์ไว้ดังนี้

1.1 พนักงานประจำสำนักงานทั้งรายเดือนและรายวันที่ทำงาน 6 วัน/สัปดาห์ วันหยุดประจำสัปดาห์ คือ วันอาทิตย์

1.2 หรือวันอื่นที่บริษัทฯ จะกำหนด โดยสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันหยุด ในหนึ่งสัปดาห์มีวันหยุด 1 วัน

2. วันหยุดตามประเพณี

2.1 บริษัทฯ กำหนดให้มีวันหยุดตามประเพณีปีละไม่น้อยกว่า 13 วัน โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติไว้ด้วย โดยพนักงานได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานปกติ ทั้งนี้บริษัทฯจะกำหนดและประกาศให้พนักงานทราบล่วงหน้าก่อนวันขึ้นปีปฏิทินใหม่ทุกปี

2.2 กรณีวันหยุดตามประเพณีวันใดตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ บริษัทฯ จะเลื่อนวันหยุดตามประเพณีไปหยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป

หมวดที่4วันลาและหลักเกณฑ์การลา

บริษัทฯ ได้กำหนดประเภทของการลา เป็น 8 ประเภท ดังต่อไปนี้ 

1. การลาป่วย

ในกรณีที่พนักงานเจ็บป่วยจริงจนไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้ให้มีสิทธิขอลาป่วยตามความเป็นจริง โดยได้รับค่าจ้างปีละไม่เกิน 30 วันทำงาน โดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด

  1. การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานติดต่อกันขึ้นไปไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม พนักงานต้องนำใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง หรือของสถานพยาบาลของทางราชการ ซึ่งระบุคำวินิจฉัยของแพทย์และจำนวนวันที่ให้หยุดติดต่อกัน เพื่อรักษาตัวมาแสดงเพื่อประกอบการลาทุกครั้ง และให้เป็นอำนาจของบริษัทฯ จะเป็นผู้พิจารณาการขอลาป่วยเกินกว่า 3 วันขึ้นไป หากพนักงานไม่มีใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือใบรับรองของสถานพยาบาลราชการ ให้พนักงานชี้แจงเหตุผลความเป็นจริง ให้บริษัทฯ ได้ทราบและพิจารณา  โดยผู้บังคับบัญชามีสิทธิส่งตัวพนักงานให้ แพทย์ประจำบริษัทฯ ทำการตรวจร่างกายเพื่อยืนยันและวินิจฉัยการป่วยอีกครั้ง หากแพทย์เห็นว่าไม่ป่วยจริงบริษัทฯ จะถือว่าเป็นการขาดงานและเป็นความผิดทางวินัยด้วย

1.2 ในกรณีที่พนักงานเจ็บป่วยจนไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้ให้พนักงานแจ้งต่อผู้บังคับบัญชาทราบไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์ หรือทางใดทางหนึ่ง และพนักงานจะต้องยื่นใบลาต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาอนุมัติในวันแรกที่มาทำงาน หากพนักงานไม่ยื่นใบลาตามเงื่อนไขด้านล่าง การลาป่วยนั้นอาจถูกพิจารณาไม่อนุมัติ และอาจอนุมัติเป็นการลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

  1. พนักงานทุกคนแจ้งหัวหน้างานทราบ ภายใน 7.00 น. ในวันแรกที่ลาป่วย

1.3 การลาป่วยที่ไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ หรือพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควร บริษัทฯ อาจพิจารณาอนุมัติให้เป็นการลาประเภทอื่นหรือไม่อนุมัติให้ลา และถ้าหากพนักงานหยุดงานไปแล้วให้ถือว่าเป็นการขาดงาน

1.4 พนักงานที่ลาป่วยโดยมิได้ป่วยจริง หรือใช้สิทธิการลาป่วยแทนการลาประเภทอื่นถือเป็นการลาโดยทุจริต เป็นการขาดงาน บริษัทฯ จะงดจ่ายค่าจ้างให้ในวันที่พนักงานหยุดงานดังกล่าว และจะถูกพิจารณาโทษทางวินัยตามระเบียบข้อบังคับของบริษัทฯ

1.5 กรณีที่พนักงานเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน การลาป่วยในกรณีนี้บริษัทไม่ถือเป็นการลาป่วย ให้ถือเป็นวันลาเนื่องจากการเจ็บป่วยจากการทำงานซึ่งอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติเงินทดแทน

1.6 การลาป่วยแต่ละครั้ง ให้ลาเป็นระยะเวลาเต็มวันหรืออย่างน้อยครึ่งวัน (ครึ่งวันแรก หรือครึ่งวันหลัง)

1.7 กรณีที่พนักงานได้ใช้สิทธิลาป่วยโดยได้รับค่าจ้าง ครบ 30 วันแล้ว และจำเป็นต้องหยุดพักรักษาตัวต่อ โดยมีใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งมาแสดงเป็นหลักฐานว่าไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ บริษัทฯ จะอนุญาตให้พนักงานหยุดพักรักษาตัวต่อได้ อีกตามระยะเวลาที่ระบุในใบรับรองแพทย์โดยไม่ได้รับค่าจ้าง

1.8 กรณีที่พนักงานมีอัตราการลาป่วยอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาวะความอ่อนแอของสุขภาพ บริษัทฯ สงวนสิทธิที่จะให้พนักงานได้รับการตรวจโดยแพทย์ของบริษัทฯ หรือสถานพยาบาลในเครือข่ายเพื่อกำหนด และติดตามการรักษาต่อเนื่อง และจะมีผลในการทำประเมินผลการทำงานประจำปี

หมวดที่ 4  วันหยุด

2. วันหยุดพักผ่อนประจำปี

พนักงานมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ โดยได้รับค่าจ้างเท่ากับวันทำงานปกติ จำนวนวันพักผ่อนประจำปีกำหนดไว้ตามอายุงานดังนี้

2.1 พนักงานมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 6 วันทำงานเมื่อทำงานครบ1 ปี นับจากวันเริ่มงาน

2.2 บริษัทฯ สามารถกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้พนักงานพร้อมกัน โดยบริษัทฯ จะแจ้งให้พนักงาน ทราบล่วงหน้า

2.3 บริษัทฯ สามารถเป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ แก่พนักงานล่วงหน้าตามความเหมาะสมหรือ กำหนดตามที่บริษัทฯ และพนักงานได้ตกลงกันตามความเหมาะสมของการปฏิบัติงาน

2.4 การขอลาหยุดพักผ่อนประจำปี พนักงานจะต้องยื่นใบลาล่วงหน้าต่อผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดตามลำดับขั้นเป็นการล่วงหน้า
ไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์ทำงานตามวิธีการ/แบบฟอร์มที่กำหนด ทั้งนี้ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการที่มีอำนาจให้การอนุมัติอาจอนุมัติ ไม่อนุมติ ลดหรือเพิ่มหรือให้เลื่อนให้เปลี่ยนแปลงวันขอหยุดพักผ่อนใหม่ตามความจำเป็นหรือตามความเหมาะสม และเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติงานเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วจึงจะ หยุดงานได้ การหยุดพักผ่อนประจำปีโดยยังไม่ได้รับอนุมัติจากบริษัทฯ  ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่และเป็น การขาดงาน หัวหน้างานต้องส่งใบขอหยุดพักผ่อนประจำปีของพนักงานไปยังผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการก่อนวันที่พนักงานจะหยุดงาน

2.5 บริษัทฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้พนักงานที่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีตาม จำนวนวันที่มีสิทธิ แต่การขอหยุดพักผ่อนประจำปีแต่ละครั้ง พนักงานจะขอใช้สิทธิเป็นชั่วโมงไม่ได้ โดยต้อง หยุดเป็นระยะเวลาเต็มวัน หรืออย่างน้อยครึ่งวัน (ครึ่งวันแรกหรือครึ่งวันหลัง)

2.6 วันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้จะถูกชำระเป็นเงินทุกๆสิ้นปี และจำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปีในแต่ละครั้ง ต้องไม่เกิน 6 วันทำงานติดต่อกัน ยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน จะต้องได้รับการอนุมัติจากกรรมการบริหารเท่านั้น

2.7 ในกรณีที่พนักงานมีวันเข้างานระหว่างปี สิทธิการหยุดพักผ่อนประจำปี จะคำนวณตามสัดส่วนระยะเวลานับตั้งแต่วันที่ทำงานครบปี

3. การลากิจส่วนบุคคล

พนักงานมิสิทธิลากิจส่วนบุคคล โดยมีสิทธิลาได้ 4 วันทำงานต่อปีโดยไม่ได้รับค่าจ้าง โดยมีรายละเอียดการได้สิทธิดังนี้ 

3.1 พนักงานต้องแจ้งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติงาน ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน ในกรณีฉุกเฉินไม่อาจยื่นใบลาได้ตามกำหนด ให้โทรศัพท์หรือทางใดทางหนึ่งเพื่อแจ้งให้ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการรับทราบในวันที่หยุดงานโดยเร็วที่สุด และเมื่อกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติให้เขียนและยื่นใบลาตามแบบฟอร์มที่กำหนด

3.2 การลากิจแต่ละครั้ง ให้ลาเป็นระยะเวลาเต็มวันหรืออย่างน้อยครึ่งวัน (ครึ่งวันแรก หรือครึ่งวันหลัง)

3.3 ในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่าการลาไม่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ เช่น การหยุดงานโดยพละการไม่มีการแจ้งหัวหน้างานได้รับทราบ ในกรณีนี้จะพิจารณาอนุมัติให้เป็นการลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หรือการขาดงาน ซึ่งจะทำให้มีผลต่อการประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือมีผลต่อสิทธิประโยชน์อื่นๆ ของพนักงาน

3.4 ในกรณีที่พนักงานมีวันเข้างานระหว่างปี สิทธิการลากิจส่วนบุคคล จะคำนวณตามสัดส่วนระยะเวลานับตั้งแต่วันที่ทำงานครบปี

3.5 วันลากิจส่วนบุคคลที่ยังไม่ได้ใช้ไม่สามารถนำไปใช้ในปีถัดไปได้

3.6 พนักงานที่มีวันหยุดพักผ่อนประจำปี ไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้วันลากิจส่วนบุคคล พนักงานจะต้องใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีให้หมดก่อนจึงจะอนุมัติให้ใช้วันลากิจส่วนบุคคลได้

4. การลาเพื่อคลอดบุตร

4.1 พนักงานหญิงทราบว่ามีครรภ์จะต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบพร้อมหลักฐาน เอกสารใบรับรองแพทย์มาแสดง พนักงานหญิงที่มีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์หนึ่งเป็นเวลาไม่เกิน 90 วัน ให้นับรวมวันหยุดที่มีอยู่ระหว่างวันลาคลอดด้วยFemale 

4.2 พนักงานหญิงมีสิทธิลาคลอดได้ 90 วัน โดยได้รับค่าจ้างจากบริษัทฯ 45 วัน 

4.3 พนักงานหญิงที่ประสงค์จะลาคลอดก่อนกำหนดต้องยื่นใบลาล่วงหน้าต่อผู้บังคับบัญชาอย่างน้อย 30 วัน เมื่อพนักงานคลอดบุตรแล้วให้แจ้งต่อผู้บังคับบัญชาภายใน 1 สัปดาห์นับตั้งแต่วันคลอด

4.4 การแท้งบุตรโดยธรรมชาติ หรือการทำแท้ง หรือโดยอุบัติเหตุในขณะตั้งครรภ์น้อยกว่า 28 สัปดาห์ หรือมีโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นภายในระยะเวลาของการมีครรภ์ให้ถือเป็นการลาป่วย การลาเพื่อไปตรวจครรภ์ถือเป็นการลากิจ การลาเนื่องจากอาการแพ้ท้องถือเป็นการลาป่วย

4.5 หากพนักงานหญิงมีครรภ์ มีใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งเพื่อแสดงว่าไม่สามารถทำงานในหน้าที่เดิมได้ พนักงานมีสิทธิขอให้บริษัทฯ เปลี่ยนงานในหน้าที่เป็นการชั่วคราวก่อนคลอด หรือ หลังคลอดได้ โดยบริษัทฯ จะพิจารณาเปลี่ยนงานให้กับพนักงานนั้นตามที่เห็นสมควร 

4.5 ให้พนักงานที่ลาคลอดเมื่อครบกำหนดและกลับมาทำงานในวันแรกนำสูติบัตรมายื่นฝ่ายทรัพยากรมนุษย์เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงสถานภาพ และลดหย่อนภาษีเงินได้อันพึงเป็นประโยชน์ต่อพนักงาน

4.6 การลาหยุดเนื่องจากการแท้งบุตร ไม่ถือว่าเป็นการลาคลอด กรณีดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการลาป่วย

5. การลาเพื่อเข้าฝึกรับราชการทหาร 

บริษัทฯ อนุญาตให้พนักงานลาเพื่อเข้าฝึกรับราชการทหารได้ตามเกณฑ์ดังนี้ 

5.1 ในกรณีที่ราชการทหารมีหมายเรียกตัวพนักงานเข้ารับการฝึกอบรมวิชาทหารหรือเรียกพลเพื่อตรวจสอบหรือเพื่อทดลองความพร้อมเพรียง ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร พนักงานมีสิทธิได้รับค่าจ้างเต็มตามวันที่หยุดจริงตามที่ปรากฏในหมายเรียกแต่ไม่เกินปีละ 60 วัน

5.2 พนักงานต้องยื่นใบลาพร้อมกับนำหลักฐานของทางราชการทหารที่เกี่ยวข้องมายื่นแสดงต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อประกอบการอนุมัติตามขั้นตอนที่บริษัทฯ กำหนด

5.3 เมื่อครบกำหนดตามระยะเวลาที่ทางราชการกำหนดแล้ว ให้พนักงานกลับเข้ามารายงานตัวเพื่อกลับเข้ามาทำงานภายใน 2 วัน พร้อมแสดงหลักฐานการไปรับราชการทหารต่อผู้บังคับบัญชา หากพนักงานเข้ามารายงานตัวเพื่อเข้าปฏิบัติงานช้าเกินกว่ากำหนดจะต้องมีเหตุผลอันสมควร มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการขาดงาน และอาจถูกปลดออกจากการเป็นพนักงานถ้าขาดงานเกินกว่า 3 วัน

6. การลาเพื่อทำหมัน 

เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายการวางแผนครอบครัว บริษัทฯ อนุญาตให้พนักงานลาไปทำหมัน หรือลาเนื่องจากการทำหมันได้ โดยได้รับค่าจ้างเต็มตามปกติ ตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบัน ชั้นหนึ่งกำหนดและออกใบรับรองแพทย์ให้ โดยมีรายละเอียดการได้สิทธิดังนี้

6.1 พนักงานจะต้องยื่นใบลาเป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 วัน และให้นำใบรับรองแพทย์ที่ไปทำหมันมายื่นต่อฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในแรกที่กลับเข้ามาทำงานตามปกติ

7. การลาเพื่อฝึกอบรม หรือพัฒนาความรู้ความสามารถ โดยไม่ได้รับค่าจ้าง ไม่เกิน _ วัน 

บริษัทฯ อนุญาตให้พนักงานลาเพื่อการฝึกอบรม หรือพัฒนาความรู้ความสามารถโดยได้รับค่าจ้าง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ในกฎกระทรวง ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ตามรายละเอียดต่อไปนี้

7.1 เพื่อประโยชน์ต่อกรมการแรงงานและสวัสดิการสังคม รวมถึงการฝึกอบรมหรือเพิ่มความชำนาญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

7.2 การสอบวัดผลทางการศึกษาที่ทางราชการจัดหรืออนุญาตให้จัดขึ้น ทั้งนี้การฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ จะต้องมีโครงการ หรือหลักสูตร และช่วงเวลาจัดที่แน่นอน

7.3 การลาเพื่อการฝึกอบรม หรือพัฒนาความรู้ความสามารถ ให้พนักงานแจ้งถึงเหตุที่ลาโดยชัดเจนพร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้บริษัทฯ ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันลา

7.4 บริษัทฯ จะไม่อนุญาตให้ลาเพื่อการฝึกอบรม หรือพัฒนาความรู้ความสามารถ ในกรณีการลานั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหาย หรือกระทบต่อการประกอบธุรกิจของบริษัทฯหากพนักงานประสงค์จะใช้สิทธิการลาดังกล่าว และได้รับอนุมัติให้ใช้สิทธิการลานั้น พนักงานสามารถลาได้โดยไม่ได้รับค่าจ้าง

8. การลาเนื่องจากภรรยาคลอดบุตร 

พนักงานชายได้รับสิทธิในการลาไปดูแลภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายคลอดบุตร ได้14 วันทำงานต่อการตั้งครรภ์ของภรรยาโดยได้รับค่าจ้าง ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้: 

8.1 ต้อง เป็นคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย

8.2 พนักงานมีสิทธิใช้สิทธิลาได้ทั้งหมด 14 วัน หรือ ตามที่บริษัทฯ และพนักงานได้ตกลงกันตามความเหมาะสมของการปฏิบัติงาน โดยต้องใช้สิทธิลา ภายในปีปฏิทินที่ภรรยาได้คลอดบุตร หากไม่ได้ใช้สิทธิ ภายในกำหนดเวลาสิทธินั้นจะถูกยกเลิกและจะสะสมสิทธิไม่ได้

8.3 ต้องนำเอกสารสำเนาใบสูติบัตร และสำเนาทะเบียนสมรส มาเป็นหลักฐานประกอบการลา

หมายเหตุ 

พนักงานที่หยุดงานโดยมิได้รับอนุญาต หรือการหยุดงานที่ไม่ถูกระเบียบ หากมีเหตุผลพอสมควรจะถือว่าเป็นการขาดงาน หากไม่มีเหตุผลอันสมควรถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่การงาน ทั้งการขาดงานและการละทิ้งหน้าที่การงาน พนักงานจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันที่ขาดงาน หรือวันที่ละทิ้งการงาน และจะต้องถูกลงโทษทางวินัย ตลอดจนมีผลต่อการพิจารณาขึ้น เงินเดือนประจำปี และหรือเงินรางวัลตอบแทนอื่นๆของบริษัทฯ ด้วย

หมวดที่ 5 หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด

  1. บริษัทฯอาจตกลงพนักงานในการทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุดเพื่อประโยชน์แก่การบริหารจัดการและการให้บริการของบริษัทฯ
  2. การทำงานล่วงเวลาหรือการทำงานในวันหยุดของพนักงาน ต้องได้รับการพิจารณาอนุมัติจากบริษัทฯ หรือผู้ที่ได้รับการมอบหมายให้กระทำการพิจารณาอนุมัติแทน หรือผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจตามสายงานนั้น ๆ เป็นลายลักษณ์อักษรก่อน หากพนักงานผู้ใดทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุดโดยพลการ หรือไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาตามระเบียบนี้ จะไม่ได้รับค่าทำงานล่วงเวลาหรือค่าทำงานในวันหยุด หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุด ทั้งนี้ บริษัทฯ จะแจ้งให้พนักงานทราบ และขอความยินยอมจากพนักงานในการทำงาน เป็นการล่วงหน้าชั่วโมงทำงานล่วงเวลาชั่วโมงทำงานในวันหยุดและชั่วโมงทำงานล่วงเวลาในวันหยุดเมื่อรวมกันแล้วสัปดาห์หนึ่งจะต้องไม่เกิน 36 ชั่วโมง

3. บริษัทฯ จะจ่ายค่าล่วงเวลา หรือค่าทำงานในการทำงานในวันหยุด ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

3.1 การจ่ายค่าล่วงเวลา

3.1.1 ถ้าให้พนักงานทำงานเกิน/นอกเหนือเวลาทำงานปกติ พนักงานจะได้รับเงินค่าทำงานล่วงเวลาตามจำนวนชั่วโมงที่ทำในอัตรา 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในเวลาทำงานปกติ สำหรับเวลาที่ทำงานเกิน/นอกเหนือเวลาทำงานปกติ 

3.1.2 ถ้าให้พนักงานทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือวันหยุดตามประเพณี หรือวันหยุดพักผ่อนประจำปี เกิน/นอกเหนือเวลาทำงานปกติ พนักงานจะได้รับค่าทำงานล่วงเวลาในอัตรา 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงปกติสำหรับเวลาที่ทำงานเกิน/นอกเหนือเวลาทำงานปกติตามจำนวนชั่วโมงที่ทำได้

3.2 ค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์

3.2.1 พนักงานรายเดือน ที่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ หากมาทำงานในวันหยุด จะได้รับเงินค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติ ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์

3.2.2 พนักงานรายวันที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ ถ้ามาทำงานในวันหยุดจะได้รับค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ สองเท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์

3.3 ค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณี

3.3.1 พนักงานรายเดือนที่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ หากมาทำงานในวันหยุดตามประเพณี จะได้รับเงินค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุดตามประเพณี

3.3.2 พนักงานรายวันปกติจะได้รับค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานปกติอยู่แล้ว หากที่ได้รับคำสั่งให้มาทำงานในวันหยุดตามประเพณีตามที่บริษัทฯ ประกาศให้ทราบล่วงหน้าจะได้รับเงินค่าทำงานเพิ่มขึ้นอีกสองเท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุดตามประเพณี  

4. พนักงานซึ่งอยู่ในระดับผู้จัดการขึ้นไปซึ่งมีอำนาจในการจ้าง  การเลิกจ้าง ลงโทษ และให้คุณแก่พนักงาน ไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าทำงานล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด

5. การคำนวณค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด

5.1 พนักงานรายเดือน ให้ใช้อัตราค่าจ้างรายเดือนหารด้วย 30 วันและหารด้วยจำนวนชั่วโมงทำงานปกติ เป็นอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด

5.2 พนักงานรายวัน ให้ใช้อัตราค่าจ้างรายวันหารด้วยจำนวนชั่วโมงทำงานปกติ เป็นอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด

6. บริษัทฯ ห้ามมิให้พนักงานหญิงที่มีครรภ์ทำงานระหว่างเวลา 22.00 น. จนถึง 06.00 น. และห้ามมิให้ทำงานล่วงเวลาและในวันหยุด

หมวดที่ 6 วันและสถานที่ที่จ่ายเงินเดือนค่าจ้างค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด

1. การจ่ายค่าจ้างและเงินเดือน 

1.1 พนักงานรายเดือนจะได้รับค่าจ้าง เดือนละ 1 ครั้ง ทุกวันที่ 5 ของเดือน 

1.2 ถ้าวันที่กำหนดจ่ายค่าจ้าง/เงินเดือนตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือวันหยุดตามประเพณี การจ่ายค่าจ้าง/เงินเดือนจะกระทำก่อนวันหยุดนั้น

2. การจ่ายเงินค่าล่วงเวลาการจ่ายเงินค่าทำงานในวันหยุดและ/หรือการจ่ายเงินค่าทำงานล่วงเวลาในวันหยุดจะจ่ายในวันเดียวกันกับวันจ่ายค่าจ้าง / เงินเดือนแก่พนักงาน

3. สถานที่จ่ายค่าจ้าง เงินเดือน ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าทำงานล่วงเวลาในวันหยุด จะจ่ายโดยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากในนามของพนักงานผ่านธนาคารพาณิชย์ที่บริษัทฯ กำหนดโดยได้รับการยินยอมจากลูกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร

4. พนักงานจะถูกหักเงินเดือนค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดเพื่อ

4.1 ชำระภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายเพื่อนำส่งกรมสรรพากรตามประมวลกฎหมายรัษฎากร หรือชำระเงินอื่น ใดตามที่มีกฎหมายกำหนดไว้

4.2 เป็นเงินสะสมตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

4.3 เงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พนักงานจะถูกหักเงินสมทบ ตามอัตราที่กฎหมายกำหน

5. บริษัทฯสงวนสิทธิที่จะปรับปรุงค่าจ้างหรือเงินเดือนตามที่บริษัทฯเห็นสมควรโดยคำนึงถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯและผลการปฏิบัติงานของพนักงานเป็นเกณฑ์

6. บริษัทฯ ถือว่าค่าจ้างเงินเดือน และผลประโยชน์อื่นๆ ของพนักงานเป็นความลับเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล ห้ามมิให้เปิดเผยแก่บุคคลอื่น

7. พนักงานทุกท่านจะต้องรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการทำพาสปอร์ต, ใบอนุญาตทำงาน หรือ การจดทะเบียนเข้าสู่บริษัท และอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการทำงานอย่างถูกกฏหมายภายในราชอาณาจักรไทย

หมวดที่ 7 ระเบียบวินัยและโทษทางวินัย 

ระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่จำเป็นในการที่จะรักษาไว้ซึ่งความสามัคคีในหมู่คณะ ความปลอดภัยในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานทุกคน บริษัทฯปรารถนาที่จะให้พนักงานทุกคนประพฤติปฏิบัติตนตามระเบียบข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่งต่างๆของบริษัทฯ และของผู้บังคับบัญชาไม่ประพฤติตนไปในทางที่จะนำความเสื่อมเสียมาสู่บริษัทฯ และตนเอง หากพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนระเบียบวินัย หรือข้อห้ามมิให้ปฏิบัติ จะมีผลให้พนักงานผู้นั้นถูกลงโทษทางวินัย ซึ่งในบางกรณีอาจมีผลให้บริษัทฯเลิกจ้างได้ ระเบียบวินัยและโทษทางวินัย ดังที่ได้กำหนดไว้ในหมวดนี้เป็นเพียงแนวทางส่วนหนึ่ง ซึ่งยังไม่รวมถึงระเบียบวินัยซึ่งอาจกำหนดเพิ่มเติมได้ในภายหลัง โดยวินัยที่พนักงานพึงปฏิบัติ และข้อห้ามมิให้ประพฤติมีดังต่อไปนี้

1. ระเบียบวินัยว่าด้วยเรื่องการปฏิบัติงาน 

1.1 พนักงานต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของบริษัทฯ หรือผู้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะเป็นการสั่งด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษรทั้งในปัจจุบันและอนาคต และต้องไม่แสดงกิริยาอาการกระด้างกระเดื่อง อาการหยาบคาย หรือก้าวร้าวต่อผู้บังคับบัญชา

1.2 พนักงานต้องสนใจรับทราบและปฏิบัติตามข้อบังคับระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน ประกาศระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน และการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงาน หรือคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทฯ อย่างเคร่งครัด ซึ่งจะปิดประกาศหรือประชุมชี้แจงให้ทราบโดยทั่วถึงกัน

1.3 พนักงานต้องมาทำงานทุกวันตามวันทำงานที่บริษัทฯ กำหนด และจะต้องทำงานและเลิกงานตามเวลาที่บริษัทฯกำหนด และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความขยันไม่ละทิ้งหน้าที่ และต้องพยายามปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดีอยู่เสมอ 

  1. 1.4 พนักงานต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบการลาและหลักเกณฑ์การลาอย่างเคร่งครัดในการหยุดงานทุกครั้ง

1.5       พนักงานจะต้องมาทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด หรือทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ตามคำสั่งอันชอบธรรมของผู้บังคับบัญชา เมื่อได้ลงชื่อให้ความยินยอมต่อผู้บังคับบัญชาเป็นการล่วงหน้า และ พนักงานต้องไม่ทำงานล่วงเวลา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา

  1. 1.6 พนักงานต้องปฏิบัติงานด้วยความขยันขันแข็งเต็มความสามารถและไม่เอารัดเอาเปรียบเพื่อนร่วมงานด้วยกัน
  2. 1.7 พนักงานต้องไม่ชักจูง ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นละทิ้งหน้าที่ ขัดขวางผู้อื่นในการปฏิบัติหน้าที่ หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อพนักงาน บริษัทฯ หรือบุคคลอื่น

1.8 พนักงานต้องไม่ทำการยุยง หรือสนับสนุนให้เกิดการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงาน กฎหมายประกาศ หรือคำสั่งของทางราชการเกี่ยวกับเรื่องแรงงาน อันจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย หรือเกิดผล เสียหายต่อบริษัทฯ

1.9 พนักงานต้องไม่ออกไปนอกบริเวณบริษัทฯ ในเวลาทำงานหรือเข้ามาในบริเวณบริษัทฯ นอกเวลาทำงาน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา

1.10 พนักงานต้องไม่อาศัยอำนาจหน้าที่ หรือโอกาสในการทำงานกับบริษัทฯ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ใด ๆ อันขัดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพของตน และระเบียบในการทำงาน

1.11 พนักงานต้องไม่นอนหลับหรือนั่งหลับในเวลาทำงาน ถ้าป่วยต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบทันที

1.12 พนักงานต้องไม่อ่านหนังสือพิมพ์ หนังสืออ่านเล่น หรือเอกสารอื่นใดอันไม่เกี่ยวกับการทำงานในเวลางาน รวมถึงการใช้โทรศัพท์ส่วนตัว, เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำการอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน

1.13 พนักงานต้องไม่รับประทานอาหาร ไม่นำอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น ของขบเคี้ยว ผลไม้ หรือเครื่องดื่มมาเก็บหรือมารับประทานในบริเวณพื้นที่การทำงานหรือ สถานที่ต้องห้าม ที่บริษัทฯ กำหนดไว้

  1. พนักงานต้องทำงานด้วยความตั้งใจ ไม่ประมาทเลินเล่อหรือสะเพร่า จนมีผลทำให้เกิดความเสียหายต่องานหรือบริษัทฯ  

ไม่ละทิ้งหน้าที่ละเลยหลีกเลี่ยงการทำงานไม่ให้ความร่วมมือกับ ผู้ร่วมงานโดยไม่มีเหตุผลอันควร

1.15 พนักงานต้องไม่ปลอมแปลงเอกสาร หรือลายเซ็นของบุคคลใด ๆ อันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนหรือผู้อื่นในทางไม่ชอบ

1.16  พนักงานจะต้องติดบัตรพนักงานตลอดเวลา ขณะอยู่ในบริเวณบริษัทฯ

  1. 1.17    พนักงานต้องไม่วางสิ่งของทิ้งไว้ในตู้เก็บของ และจะต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการใช้ตู้เก็บของที่ บริษัทฯ ได้ประกาศให้ทราบ
  2. 1.18    พนักงานต้องไม่เก็บสิ่งของมีค่า หรือเชื้อเพลิง สารเคมี หรือวัตถุไวไฟไว้ในตู้เก็บของ หรือบริเวณที่เก็บของ

1.19 พนักงานต้องเก็บรักษาตู้เก็บของตนเอง ห้ามงัดแงะตู้เก็บของของตนเองและของผู้อื่น และห้ามแลก เปลี่ยน กุญแจกันเองก่อนได้รับอนุญาตจากฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์

  1. 1.20 สิ่งของทุกชนิดที่พนักงานนำออกจากตู้เก็บของ เมื่อพนักงานกลับตอนเลิกงานจะได้รับการตรวจค้นจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
  2. 1.21 พนักงานต้องไม่ถ่ายรูปในบริเวณที่ทำงาน และในสถานที่ที่บริษัทฯ กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัทฯ

1.22 พนักงานต้องไม่ใช้อำนาจหน้าที่การงานในบริษัทฯ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น

  1. 1.23 การฝึกอบรมตามที่บริษัทฯ กำหนดให้ถือเป็นหน้าที่ของพนักงานต้องเข้ารับการฝึกอบรม ยกเว้นได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาในระดับผู้จัดการทั่วไป
  2. 1.24 พนักงานจะต้องปฏิบัติตามวินัย หรือระเบียบเกี่ยวกับการจราจรภายในบริษัทอย่างเคร่งครัดและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขณะปฏิบัติงาน

1.25 พนักงานจะต้องแจ้งให้บริษัท ฯ ทราบหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวพร้อมทั้งแนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง ภายใน 15 วันหลังจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลง

  1. 2. ระเบียบวินัยว่าด้วยเรื่องการบันทึกเวลาการมาทำงานและการเข้าออกบริเวณ

2.1 พนักงานต้องบันทึกเวลาการมาทำงานด้วยตนเองเมื่อเข้าทำงานและหลังจากเลิกปฏิบัติงาน

2.2 พนักงานต้องไม่บันทึกเวลาการมาทำงานแทนผู้อื่น หรือยินยอมให้ผู้อื่นบันทึกให้ไม่ว่าก่อนเข้าปฏิบัติงานหรือหลังปฏิบัติงาน

2.3 พนักงานต้องไม่กระทำการทุจริตหรือรายงานเท็จเกี่ยวกับการบันทึกเวลาการทำงาน การลา มาสาย ขาดงานหรือออกจากเวลาทำงานก่อนเลิกงานไม่ว่ากรณีใด ๆ  ทั้งสิ้น

2.4 พนักงานต้องไม่นำบุคคลภายนอก เด็กเล็ก หรือสัตว์เลี้ยงเข้ามาในบริเวณบริษัทฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำงาน นอกเวลาทำงาน หรือวันหยุด เว้นแต่ผู้ที่มาติดต่อธุรกิจกับบริษัทฯ

2.5 พนักงานต้องไม่ออกไปพบญาติหรือผู้มาติดต่อธุรกิจส่วนตัวในระหว่างการทำงานก่อนที่จะได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา

2.6 พนักงานต้องไม่นำยานพาหนะ หรือทรัพย์สินส่วนตัวเข้ามาในบริเวณบริษัทฯ นอกเวลาทำงานปกติ หรือหลังเลิกงาน หรือวันหยุด

3. ระเบียบวินัยว่าด้วยเรื่องการลามาสายและขาดงาน 

3.1 พนักงานที่ไม่บันทึกเวลาการทำงานไม่ว่าก่อนหรือหลังปฏิบัติงานหรือเมื่อออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ จะต้องรายงานเวลาทำงานของตนให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

3.2 พนักงานต้องไม่หยุดงานตั้งแต่ 3 วันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่น หรือไม่ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

3.3 พนักงานต้องเขียนใบลาตามแบบฟอร์มของบริษัทฯ และให้ผู้บังคับบัญชาอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าก่อนที่จะลาหยุดใด ๆ

3.4 พนักงานต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบทางโทรศัพท์หรือวิธีอื่นใดที่รวดเร็ว ในกรณีที่หยุดงานโดยไม่สามารถลาล่วงหน้าได้
ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ และเมื่อกลับมาทำงานใน วันแรกต้องเขียนใบลาตามแบบฟอร์มของบริษัทฯ ชี้แจงเหตุผลพร้อมแนบหลักฐานให้ผู้บังคับบัญชาอนุมัติ

3.5 พนักงานต้องไม่มาทำงานสาย กลับก่อนเวลา หรือลาหยุดพร่ำเพื่อโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร 

3.6 พนักงานที่ไม่เขียนใบลาหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบการลา หรือการลาที่หัวหน้าไม่อนุมัติ ถือว่าเป็นการขาดงาน ซึ่งจะไม่ได้รับค่าจ้างและต้องได้รับโทษทางวินัย

4. ระเบียบวินัยว่าด้วยเรื่องการรักษาทรัพย์สิน เวลา ผลประโยชน์และชื่อเสียงของบริษัท

4.1 พนักงานต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชา เมื่อทราบว่าเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้  ยานพาหนะหรือทรัพย์สินอื่นใดของบริษัทฯ ซึ่งตนมีหน้าที่รับผิดชอบเกิดความขัดข้อง หรือชำรุดเสียหาย

4.2 พนักงานต้องไม่ทำการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือทรัพย์สินอื่นใดของ  บริษัทฯ โดยพลการ

4.3 พนักงานต้องไม่นำทรัพย์สินของบริษัทฯ ไปใช้ส่วนตัวหรือให้ผู้อื่นใช้ รวมทั้งห้ามนำออกนอกบริษัท โดยเด็ดขาด ยกเว้นมีหนังสืออนุญาตจากผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจให้นำทรัพย์สินออกได้ เพื่อการซ่อมแซมหรือวัตถุประสงค์ในการทำงานใด ๆ

4.4 พนักงานต้องไม่ทำลาย ขูด ลบ ต่อเติม แก้ไข ประกาศ หรือเครื่องหมายใด ๆ ของบริษัทฯ ที่ติดไว้ภายในบริเวณบริษัทฯ

4.5 พนักงานต้องไม่ปิดป้ายนัดพบ ประชุม เพื่ออภิปรายในบริษัทฯ รวมทั้งแจกเอกสาร หรือสิ่งตีพิมพ์ อันจะนำมาซึ่งความวุ่นวาย หรือไม่สงบภายในบริษัทฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่ายบริหารของบริษัทฯ

4.6 พนักงานต้องไม่ใช้สถานที่ของบริษัทฯ เป็นที่มั่วสุม สังสรรค์ หรือจัดเลี้ยงโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ฝ่ายบริหารของบริษัทฯ

4.7 พนักงานต้องไม่ทำให้ทรัพย์สินของบริษัทฯ หรือของพนักงานผู้อื่นได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะกระทำโดยประมาท เลินเล่อ หรือจงใจก็ตาม

4.8 พนักงานต้องไม่เปิดเผยค่าจ้างเงินเดือน หรืออัตราการปรับค่าจ้างเงินเดือนของตนเองหรือของผู้อื่น 

4.9 พนักงานต้องไม่เปิดเผยความลับ หรือข่าวสารธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัทฯ และของลูกค้าของบริษัทฯ ให้แก่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือบุคคลภายนอก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากฝ่ายบริหารของบริษัทฯ

4.10 พนักงานต้องไม่เผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จ อันเป็นเหตุให้บริษัทฯ หรือพนักงาน ด้วยกันได้รับความเสียหาย และอาจเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกขึ้นภายในบริษัทฯ หรือก่อให้เกิด การเข้าใจผิดระส่ำระสายขึ้นในหมู่คณะระหว่างพนักงานด้วยกัน

4.11 พนักงานต้องไม่เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ หรือทำงานอย่างอื่นภายนอกบริษัทฯ อันอาจจะกระทบกระเทือน หรือมีลักษณะเป็นการแข่งขันในการดำเนินธุรกิจซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียง หรือผลประโยชน์ของบริษัทฯ และต้องไม่ปฏิบัติสิ่งใด ๆ อันเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ของบริษัทฯ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

4.12 พนักงานต้องไม่เข้าร่วมหรือให้บริการแก่บริษัทอื่นไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ทำงานกับบุคคล หรือองค์การอื่นใด ทั้งนี้ไม่ว่าจะได้รับค่าจ้างหรือผลประโยชน์ตอบแทนหรือไม่

4.13 พนักงานต้องช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่าย หรือลดต้นทุนการดำเนินการของบริษัทฯ

4.14 พนักงานต้องร่วมมือกันส่งเสริม หรือรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา และส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่ดีต่อกัน

5. ระเบียบวินัยว่าด้วยความประพฤติและความสงบเรียบร้อย 

5.1 ห้ามมิให้ พนักงาน กระทำการล่วงเกิน คุกคาม หรือก่อความรำคาญทางเพศต่อเพื่อนพนักงานด้วยกัน

5.2 พนักงานต้องรักษาไว้ซึ่งความสามัคคีในระหว่างพนักงานด้วยกัน ต้องไม่ทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ อาฆาต ทะเลาะวิวาท หรือ
รังควาญผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหายแก่ผู้นั้นทั้งในบริษัทฯ  และสถานที่อื่น ๆ

5.3 พนักงานต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาหรือปกปิดข้อเท็จจริง จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่หน้าที่การงานและบริษัทฯ

5.4 พนักงานต้องไม่ลักขโมย ยักยอกหรือฉ้อโกงทรัพย์สินของบริษัทฯ หรือของพนักงานด้วยกัน

5.5 พนักงานต้องไม่เล่นหรือสนับสนุนให้มีการเล่นสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือการพนันทุกชนิด รวมทั้งไม่ตั้งวงแชร์ หรือกู้เงินระหว่างพนักงานด้วยกันเองภายในบริษัทฯ รถรับ-ส่งพนักงานหรือสถานที่อื่นใดอันถือเสมือนสถานที่หรือทรัพย์สินของบริษัท

6. ระเบียบวินัยว่าด้วยเรื่องความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยและสุขภาพอนามัย

6.1 พนักงานต้องให้ความช่วยเหลือ ป้องกัน และแจ้งให้บริษัทฯ ทราบทันทีเมื่อเกิดเหตุร้ายภายในบริเวณบริษัทฯ  เช่น อุบัติเหตุ โจรกรรม อัคคีภัย เป็นต้น

6.2 พนักงานต้องปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัย  นโยบายเรื่องความปลอดภัยและรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

6.3 พนักงานจะต้องสวมใส่อุปกรณ์ความปลอดภัยให้ถูกต้อง และเหมาะสมกับลักษณะงานของแต่ละพื้นที่ และจะต้องสวมใส่ด้วยความรัดกุม

6.4 พนักงานต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในการตรวจค้นร่างกาย หรือสิ่งของที่ติดตัว หรือยานพาหนะ
ทุกชนิด

6.5 พนักงานต้องไม่มีไว้ในครอบครองหรือพกพาอาวุธ วัตถุระเบิด สุรา ยาเสพติดเข้ามาภายในบริเวณ  บริษัทฯ หรือสถานที่อื่นใดอันถือเสมือนเป็นสถานที่หรือทรัพย์สินของบริษัทฯ

6.6 พนักงานต้องไม่เข้ามาภายในบริเวณบริษัทฯ ในขณะที่อยู่ในอาการมึนเมาเนื่องจากสุรา หรือยาเสพติดและต้องไม่เสพสุราหรือเครื่องดองของเมาภายในบริษัทฯ หรือสถานที่อื่นใด อันถือเสมือนเป็นสถานที่ของบริษัทฯ

6.7 พนักงานต้องไม่สูบบุหรี่ในบริเวณที่บริษัทฯ ได้กำหนดไว้เป็นเขตห้ามสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

6.8 พนักงานต้องให้ความร่วมมือในการรักษาสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานและภายในบริเวณบริษัทฯ ให้มีความสะอาด
ถูกสุขลักษณะอยู่เสมอ

6.9 พนักงานต้องรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ทิ้งสิ่งของสกปรกรุงรังในสถานที่ทำงานหรือโต๊ะทำงานของตนเองและผู้อื่น

6.10 พนักงานต้องศึกษาทำความเข้าใจถึงขั้นตอนวิธีการใช้ทรัพย์สินของบริษัทฯ และคำแนะนำในด้านความปลอดภัยก่อนที่จะใช้เสมอ

6.11 พนักงานหญิงที่ตั้งครรภ์จะต้องแจ้งต่อผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์พร้อมแสดงใบรับรองแพทย์ และต้องไม่จงใจปกปิดการตั้งครรภ์ หรือรายงานเท็จจากเหตุดังกล่าว

7. ระเบียบวินัยว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้างาน 

7.1 หัวหน้างานมีหน้าที่ในการกำกับ ดูแลให้พนักงานในบังคับบัญชาปฏิบัติตามหน้าที่ และระเบียบบังคับการทำงานของบริษัท

7.2 หัวหน้างานจะต้องดูแล และควบคุมการทำงานในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของตนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่ละทิ้งหน้าที่ หรือออกจากพื้นที่การปฏิบัติงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

7.3 หัวหน้างานมีหน้าที่ในการสังเกตและเฝ้าระวัง รวมถึงการรายงานต่อผู้บังคับบัญชา  หรือฝ่ายบริหารโดยทันที เมื่อพบเหตุการณ์ผิดปกติในพื้นที่ปฏิบัติงานหรือบริเวณอื่นๆในสถานประกอบการ หรือพบว่าพนักงานในความรับผิดชอบมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริต 

7.4 หัวหน้างานมีหน้าที่โดยตรงในการสังเกตและเฝ้าระวังพฤติกรรมของพนักงานในบังคับบัญชา หากพบว่ามีพฤติกรรมที่น่าสงสัย และส่อว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การพนันทุกรูปแบบ จะต้องดำเนินการสอบสวนและดำเนินการทางวินัยโดยไม่ชักช้า และรายงานต่อผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ให้ทราบ

7.5 หัวหน้างานจะต้องให้ความเป็นธรรม และปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ในการประเมินผลการปฏิบัติงาน การพิจารณาโทษ หรือความผิดของพนักงานในบังคับบัญชา

7.6 หัวหน้างานจะต้องไม่พูดจา หรือแสดงกิริยา ก้าวร้าว หยาบคาย หรือใช้ถ้อยคำส่อเสียด เหยียดหยาม ดูหมิ่นต่อพนักงานในบังคับบัญชา อันอาจกระทบกระเทือนต่อจิตใจ หรือสัมพันธภาพอันดีในการปฏิบัติงาน

7.7 ห้ามมิให้ ผู้บังคับบัญชา หรือพนักงานผู้ซึ่งดำรงตำแหน่ง หัวหน้างาน ผู้จัดการแผนก กระทำการล่วงเกิน คุกคาม หรือก่อความรำคาญต่อเพศตรงข้ามต่อเพื่อนพนักงาน หรือ ผู้ใต้บังคับบัญชา

7.8 ห้ามมิให้ผู้บังคับบัญชา หัวหน้างานเลิกจ้างลูกจ้างที่เป็นหญิงอันเนื่องจากการมีครรภ์

7.9 ห้ามมิให้ผู้บังคับบัญชา หัวหน้างานอนุญาตให้พนักงานหญิงที่ตั้งครรภ์ทำงานระหว่างเวลา 22.00 – 06.00 น. ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด และจะต้องจัดหางานที่เหมาะสมให้เมื่อได้รับแจ้งหรือร้องขอ จากพนักงานทันทีพร้อมทั้งแจ้งเรื่องดังกล่าวมายังฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์โดยไม่ชักช้า

8. กรณีดังต่อไปนี้ บริษัทฯ ถือเป็นความผิดร้ายแรง บริษัทฯ จะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย

8.1 ก่อการทะเลาะวิวาท หรือทำร้ายร่างกายหรือขู่บังคับ หรือดูหมิ่นก้าวร้าวผู้บังคับบัญชาทุกตำแหน่ง ทั้งภายในและภายนอกสถานที่ทำงานของบริษัทฯ หรือก่อการวิวาททำร้ายร่างกาย เพื่อนร่วมงานภายในและภายนอกบริเวณบริษัทฯรวมถึงการกระทำผิดกฎหมายอาญากับพนักงานด้วยกันเองหรือพนักงานบริษัทฯอื่น อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียงของบริษัท

8.2 รับสินบนหรือสิ่งตอบแทนอันเกี่ยวกับหน้าที่การงานในทางมิชอบ

8.3 กระทำหรือร่วมมือในการโจรกรรม ลักทรัพย์ หรือทำลายทรัพย์สินของบริษัทฯ หรือทรัพย์สินของผู้อื่นภายในบริเวณบริษัทฯ

8.4 เล่นการพนันทุกชนิดในบริเวณสถานที่ทำงานของบริษัทฯ

8.5 ใช้อำนาจหน้าที่ข่มขู่ บังคับ ในทางเพศสัมพันธ์แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือประพฤติชั่ว

8.6 ใช้ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออินเตอร์เน็ต หรือคอมพิวเตอร์ของบริษัทฯ ในการส่งข้อความ หรือรูปภาพลามก อนาจาร หรือข้อความที่ทำให้เกิดความเสียหาย สิ่งผิดกฎหมาย รวมทั้งข้อความที่รบกวนและคุกคามผู้อื่น หรือทำการแอบดู ทำซ้ำ หรือแก้ไขข้อมูลของคนอื่น รวมทั้งของระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต

8.7 กระทำการใดๆที่เป็นสาเหตุให้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัทฯต้องหยุดชะงักหรือขัดข้อง

8.8 ทุจริตเรื่องการบันทึกเวลาทำงาน การทำงานล่วงเวลา หรือทำงานล่วงเวลาในวันหยุด หรือ บันทึกเวลาให้กับพนักงานอื่น

8.9 พกพา นำเข้า จำหน่าย  เก็บซ่อนหรือเสพ ซึ่งสารเสพติดให้โทษภายในบริเวณบริษัทฯ

8.10 เจตนาทำลายหรือทำให้ทรัพย์สินของบริษัทได้รับความเสียหาย หรือจงใจทำให้เสียซึ่งทรัพย์สินของบุคคลอื่นๆ

8.11 ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง

8.12 จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

8.13 ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายร้ายแรง

8.14 ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้เตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน

8.15 ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร

8.16 ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ  ต้องเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

หมวดที่8การดำเนินการทางวินัย 

เพื่อกำหนดและคงไว้ซึ่งขั้นตอนการจัดการการดำเนินการทางวินัยต่อพนักงานที่มีผลการปฏิบัติงานต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็นและพนักงานที่ละเลยการปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทรวมถึงการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม

โดยแนวปฏิบัติของนโยบายนี้เป็นความพยายามที่จะให้มีการปฏิบัติต่อพนักงานเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน,ยุติธรรมและเพื่อให้นโยบายทั้งหมด, ขั้นตอน, ข้อบังคับของบริษัทฯเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกันการดำเนินทางวินัยอาจเกิดขึ้นได้เมื่อมีพนักงานมีผลการปฏิบัติงานต่ำกว่ามาตรฐาน 

หรือเมื่อมีพนักงานละเลยการปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทฯในทุกสถานการณ์ก่อนที่จะดำเนินการทางวินัยจะต้องมีการปรึกษาระหว่างผู้บังคับบัญชาและฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ก่อนเสมอ

1. ประเภทของการดำเนินการทางวินัย 

เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพนักงานกระทำผิดวินัย  ผู้บังคับบัญชาอาจจะใช้ประเภทของการดำเนินการทางวินัย
ดังรายละเอียดข้างท้ายนี้  โดยให้พิจารณาตามความร้ายแรงของการกระทำความผิด

  1. 1.1 การให้คำแนะนำ หรือตักเตือนด้วยวาจา 

ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการจะเป็นผู้แนะนำตักเตือนพนักงานเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติงาน, การปรับปรุงการทำงาน การอธิบายหรือทำความเข้าใจกับพนักงานเรื่องการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือกรณีที่พนักงานกระทำความผิดเล็กน้อย บันทึกการตักเตือนด้วยวาจาจะต้องเซ็นรับทราบโดยพนักงานทุกครั้ง ทั้งนี้เพื่อใช้อ้างอิงในอนาคต

  1. 1.2. การตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร 

พนักงานจะถูกเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อมีการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ  หรือการกระทำผิดซ้ำและเคยได้รับการเตือนด้วยวาจาแล้ว  หรือเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก ที่ระดับบริหารได้พิจารณาเห็นว่าเพียงพอที่จะต้องเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร วัตถุประสงค์ของการเตือนเป็นลายลายลักษณ์อักษร ก็เพื่อให้พนักงานได้ตระหนักถึงการกระทำความผิด หรือต้องปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น การเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรจะต้องแจ้งพนักงานทุกครั้งว่าอะไรเป็นสิ่งคาดหวังจากพนักงาน เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้มีการกระทำผิดซ้ำอีก

1.3 การพักงาน 

พนักงานจะถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างไม่เกิน _วัน ต่อเมื่อ พนักงานได้กระทำความผิดซ้ำ หรือไม่ได้ปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นหลังจากที่เคยถูกเตือนด้วยวาจาและเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว  หรือเป็นการทำความผิดที่พิจารณาได้ว่าผลแห่งการกระทำ ควรได้รับการลงโทษในขั้นนี้  โดยนายจ้างสั่งพักงานเป็นลายลักษณ์อักษร

1.4 การเลิกจ้าง 

การเลิกจ้างถือเป็นการลงโทษขั้นสูงสุดที่บริษัทฯ สามารถดำเนินการได้   การดำเนินการโดยปกติจะพิจารณาภายใต้สถานการณ์ ดังต่อไปนี้ กรณีที่พนักงานไม่ได้ปรับปรุงการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น 

1.4.1 กรณีที่พนักงานไม่ได้ปรับปรุงการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น

1.4.2 พนักงานกระทำความผิดร้ายแรง รวมถึงการลักทรัพย์, การให้สินบน, การยืนยันเรื่องการขัดแย้งผลประโยชน์, การทำลายทรัพย์สินของบริษัท, การเสพของมึนเมาและยาเสพติด, การทะเลาะวิวาท เป็นต้น

2. ขั้นตอนการดำเนินการทางวินัย 

ผู้บังคับบัญชา หรือผู้จัดการจะมีการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินการทางวินัยกับพนักงาน ตามขั้นตอนต่อไปนี้

2.1 รวบรวมข้อเท็จจริง 

2.1.1 เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหรือทราบว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาจะต้องดำเนินการหาข้อมูล หารายละเอียดของเหตุการณ์ โดยการสอบถามพนักงานที่เกี่ยวข้องบุคคลผู้ได้ยินหรือเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องใช้ความพยายามที่จะจัดการกับข้อขัดแย้งในเรื่องต่างๆ โดยเร็ว ผู้บังคับบัญชาอาจร้องขอให้ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ เข้ามาร่วมในการดำเนินการสอบสวน 

2.1.2 ถ้าการกระทำความผิดเป็นเรื่องร้ายแรง เช่น ทุจริต หรือรับสินบน และปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งฝ่ายบริหารเชื่อว่าจะมีผลถึงขั้นเลิกจ้าง ฝ่ายบริหารหรือหัวหน้าฝ่ายอาจจะให้พนักงานผู้นั้นพักงานโดยได้รับค่าจ้างทันที และให้จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้แทนฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายตรวจสอบ ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่าคณะกรรมการจะได้ประเมินข้อเท็จจริงและสภาวการณ์ของการกระทำความผิดอย่างถูกต้องและจะได้สรุป และตัดสินใจในการดำเนินการทางวินัยที่เหมาะสมต่อไป

2.2 การเตรียมการเขียนรายงาน 

2.2.1 หัวหน้างานหรือผู้จัดการจัดทำรายงานที่ประกอบไปด้วยข้อมูลและหลักฐานที่ถูกต้องโดยรวมถึงข้อมูลของพนักงานที่ได้รับการบันทึกไว้ (ประสิทธิภาพการทำงานในอดีต, การเตือน, ประวัติการเข้าทำงานเป็นต้น) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์หรือเพิ่มเติมบทลงโทษทางวินัยที่หัวหน้างานหรือผู้จัดการมีการวางแผนที่จะจัดการกับความผิดของพนักงานผู้นั้น

2.2.2 ผู้บังคับบัญชาจะต้องดำเนินการเขียนรายงานที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ถูกต้อง และไม่มีอคติอธิบายถึงข้อมูลที่ได้รับทั้งหมด รวมทั้งข้อมูลอื่นของพนักงาน (ผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา การเตือนที่ผ่านมา หรือบันทึกการมาทำงาน เป็นต้น) ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับการดำเนินการทางวินัยต่อไป ห้ามมิให้ดำเนินการลงโทษทางวินัยใดๆ ก่อนที่รายงานเป็นลายลักษณ์อักษรจะสมบูรณ์  ในสถานการณ์ที่ร้ายแรง ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการทันที ให้สามารถดำเนินการพักงานได้เท่านั้น ถ้าหากไม่สามารถดำเนินการเตรียมรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรได้ก่อนล่วงหน้า รายงานนี้จะต้องทำให้เสร็จสิ้น ภายใน 1 วันทำการ หลังจากสั่งพักงาน

2.3 การให้น้ำหนักกับหลักฐาน 

ทบทวนและให้น้ำหนักกับหลักฐานที่ได้รับมาทั้งหมดและนำนโยบายของบริษัทมาประกอบการพิจารณา การกระทำความผิด ถ้าหากว่าจะต้องดำเนินการทางวินัยให้พิจารณาปัจจัยดังต่อไปนี้ก่อนที่จะพิจารณาลงโทษ

  • ปัญหานี้ร้ายแรงแค่ไหน 
  • ประวัติของพนักงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร 
  • พนักงานได้รับการลงโทษทางวินัยในเรื่องเดียวกัน มาก่อนหรือเปล่า ถ้ามีพนักงานได้ปฏิบัติทางวินัยอย่างไร
  • ทัศนคติของพนักงานเป็นอย่างไร 

หลังจากที่พิจารณาแล้วจะดำเนินการลงโทษขั้นใด ให้ ผู้แทนของฝ่ายบริหาร หรือหัวหน้าฝ่ายหารือและได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล กับโทษทางวินัยที่จะดำเนินการ

2.4 การจัดการลงโทษทางวินัย 

การดำเนินการทางวินัยจะต้องรวมสิ่งดังต่อไปนี้ 

  • การลงโทษทางวินัยใดๆ รวมทั้งการเตือนด้วยวาจา จะต้องดำเนินการโดยผู้บังคับบัญชาโดยตรงของพนักงาน และผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ
  • ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลจะเป็นผู้เตรียมหนังสือเตือนเสนอลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นโทษทางวินัยขั้นใดก็ตาม และจะเป็นผู้ตรวจสอบว่าเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ และขัดต่อกฎหมายแรงงานหรือไม่
  • การเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรจะต้องเซ็นรับทราบโดยพนักงาน ลงชื่อโดยผู้บังคับบัญชา ชั้นต้นและผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการและหลังจากได้ออกหนังสือเตือน  ผู้บังคับบัญชาจะต้องส่งหนังสือดังกล่าวมาที่ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อเก็บเข้าแฟ้มพนักงาน
  • ถ้าพนักงานปฏิเสธที่จะเซ็นรับทราบให้ผู้บังคับบัญชาทำบันทึกไว้ในจดหมายดังกล่าว
  • สำเนาของหนังสือเตือนจะต้องให้ พนักงาน ผู้บังคับบัญชา และฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานต่อไป

2.5 ระยะเวลาในการดำเนินการทางวินัย 

2.5.1 ถ้าหากมีเหตุการณ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัยเกิดขึ้น จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อให้ได้ตามที่กล่าวข้างต้นนี้ ผู้บังคับบัญชาต้องรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมด และต้องเขียนรายงานที่สมบูรณ์ และให้น้ำหนักกับหลักฐานทั้งหมด ตัดสินใจดำเนินการทางวินัยโดยไม่เกิน 3 วันทำการ สำหรับกรณีทั่วไปที่ไม่ร้ายแรง ยกเว้นกรณีร้ายแรงให้ใช้เวลาไม่เกิน 15 วันทำการ

2.5.2 ในบางสถานการณ์ซึ่งผู้บังคับบัญชาเชื่อว่าการดำเนินการทางวินัยเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อจะเตือนพนักงานในเรื่องปัญหา หรือพฤติกรรมบางอย่างที่จะต้องมีการแก้ไข ในลักษณะเช่นนี้ให้ผู้บังคับบัญชาควรจะพูดคุยกับพนักงานทันที เมื่อทราบ   ก่อนที่ปัญหานั้นจะกลายเป็นปัญหาที่ร้ายแรง ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานได้แก้พฤติกรรม หรือการทำงาน

2.6 ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต 

2.6.1 บริษัทฯ ไม่อนุญาตให้มีการเจรจาต่อรองกับพนักงานที่กระทำการทุจริต โดยบริษัทฯ จะดำเนินการทางกฎหมาย ทั้งทางอาญาและทางแพ่งต่อพนักงานผู้นั้น

หมวดที่ 9 การร้องทุกข์ 

1. ขอบเขตและความหมายของข้อร้องทุกข์ 

บริษัทฯ มีความปรารถนาที่จะให้การทำงานของพนักงานเป็นไปด้วยความเข้าใจที่ดีระหว่างบริษัทฯ กับพนักงาน อันจะยังประโยชน์สุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นในกรณีที่พนักงานมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานหรือสภาพการทำงาน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องใด ๆ พนักงานมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องทุกข์เป็นการส่วนตัวได้

2. วิธีการและขั้นตอนการร้องทุกข์ 

พนักงานที่ต้องการยื่นคำร้องทุกข์ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

.2.1 ให้พนักงานยื่นคำร้องทุกข์เป็นหนังสือ โดยใช้แบบฟอร์มที่บริษัทฯ กำหนด (ขอได้ที่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์) เขียนเรื่องราวรายละเอียดของข้อร้องทุกข์ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง

  1. 2.2 พนักงานผู้มีข้อร้องทุกข์จะต้องเป็นผู้ยื่นข้อร้องทุกข์ด้วยตนเอง ทั้งนี้บริษัทฯ จะไม่รับพิจารณาในกรณีพนักงานผู้อื่นเป็นผู้ยื่น
    คำร้องทุกข์แทน
  2. 2.

3. การสอบสวนและการพิจารณาข้อร้องทุกข์ 

3.1 เมื่อผู้บังคับบัญชาได้รับคำร้องทุกข์จากพนักงานแล้วจะดำเนินการหาทางยุติและชี้แจงด้วยวาจาหรืออาจตอบเป็นหนังสือแก่พนักงานผู้ยื่นคำร้องทุกข์ภายใน 3 วันทำงานนับแต่วันที่ได้รับคำร้องทุกข์นั้นๆ แล้วรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้จัดการแผนก หรือผู้จัดการฝ่ายทราบโดยตลอด พร้อมส่งสำเนาให้ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ทราบ

3.2 กรณีพนักงานผู้ยื่นคำร้องทุกข์ได้รับคำตอบแล้วแต่ยังไม่เป็นที่พอใจให้พนักงานยื่นอุทธรณ์ร้องทุกข์ต่อผู้จัดการแผนกหรือผู้จัดการฝ่ายอีกครั้งภายใน 2 วันทำงาน นับตั้งแต่วันที่ได้รับทราบผลตามข้อ 3.1 โดยผู้จัดการแผนกหรือผู้จัดการฝ่ายที่ได้รับคำอุทธรณ์ร้องทุกข์ดังกล่าวจะวินิจฉัยและแจ้งผลให้พนักงานทราบภายใน 3 วันทำงานนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ร้องทุกข์ และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาในสายงานระดับถัดไปทราบ พร้อมสำเนาให้ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ทราบ 

3.3 หากคำตอบในข้อ 3.2 ยังไม่เป็นที่พอใจ พนักงานสามารถยื่นฎีการ้องทุกข์เป็นลายลักษณ์อักษรต่อกรรมการผู้จัดการของบริษัทฯ ได้ภายใน 2 วันทำงาน นับตั้งแต่วันที่ได้รับทราบผลตามข้อ 3.2 กรรมการผู้จัดการของบริษัทฯจะจัดให้มีการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงของบริษัทฯ และจะให้คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 7 วันทำงาน และผลวินิจฉัยถือเป็นอันสิ้นสุด

  1. 4. กระบวนการยุติข้อร้องทุกข์ 

4.1 กรณีที่พนักงานไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบ ให้ถือว่าข้อร้องทุกข์เป็นอันยุติ หากมีการอุทธรณ์หรือฎีกาข้อร้องทุกข์เกิดขึ้นภายหลังบริษัทจะพิจารณาเป็นกรณีไป

4.2 ผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยข้อร้องทุกข์ (ตามข้อ 3.1 และ 3.2) จะต้องพิจารณาแก้ไขปัญหาด้วยความยุติธรรมเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในทุกฝ่าย ทั้งนี้พนักงานอาจขอคำปรึกษาจากผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์เกี่ยวกับปัญหาและ
คำร้องทุกข์ของพนักงานและแนวปฏิบัติในการร้องทุกข์ที่ถูกต้องได้ตลอดเวลา

5. ความคุ้มครองผู้ยื่นคำร้องทุกข์และผู้เกี่ยวข้อง 

บริษัทฯ ยึดหลักความเสมอภาคและความยุติธรรมตลอดจนมุ่งเน้นความสัมพันธ์อันดีภายในองค์กรเป็นสำคัญ ดังนั้นพนักงานผู้ยื่น
ร้องทุกข์ และผู้เกี่ยวข้องกับข้อร้องทุกข์ บริษัทฯ จะให้การเอาใจใส่และพิจารณาด้วยความเป็นธรรมเพื่อดำรงไว้ซึ่งบรรยากาศการแรงงานสัมพันธ์ที่ดี 

บริษัทฯจะไม่นำเอาการร้องทุกข์กล่าว โทษของพนักงาน เป็นเหตุหรือถือเป็นเหตุที่จะเลิกจ้าง ลงโทษ หรือ ดำเนินการใด ๆ ที่เกิดผลร้ายต่อลูกจ้างผู้ร้องทุกข์

6. บริษัทฯ ยินดีรับฟังความคิดเห็นของพนักงานในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การปรับปรุงระบบการทำงานเป็นต้น โดยให้พนักงานที่ประสงค์จะแสดงความคิดเห็น ยื่นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง หรือฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ถ้าบริษัทฯ เห็นด้วยกับความคิดเห็นของพนักงานผู้ใดและปฏิบัติตามข้อเสนอของพนักงานผู้นั้น บริษัทฯ จะบันทึกไว้เพื่อพิจารณาความดีความชอบประจำปีของพนักงานผู้นั้นต่อไป

7. บริษัทฯ ไม่รับพิจารณาข้อร้องทุกข์ที่มีลักษณะเป็นบัตรสนเท่ห์ หรือหนังสือแสดงความคิดเห็นที่ไม่แจ้งชื่อจริง หรือไม่มีลายมือชื่อของพนักงานผู้ร้องทุกข์ไม่ว่ากรณีใดๆ กรณีพนักงานไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ หรือเรื่องที่ตนเสนอ บริษัทฯ จะปกปิดเป็นความลับโดยเคร่งครัด

หมวดที่10 การเลิกจ้างและการสิ้นสุดสภาพการจ้างงาน 

1. การพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานสามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้

1.1 เสียชีวิต 

สภาพการจ้างงานของพนักงานสิ้นสุดลงเมื่อพนักงานเสียชีวิตซึ่งบริษัทฯ หมายถึง พนักงานถึงแก่กรรมไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม

1.2 ลาออก 

พนักงานที่ประสงค์จะลาออก ต้องยื่นหนังสือตามแบบที่กำหนดต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้นล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนถึงวันที่พนักงานประสงค์จะลาออก และพนักงานได้สะสาง สอนงาน หรือส่งมอบงานให้แก่พนักงานอื่น ที่บริษัทฯ ให้รับหน้าที่แทนโดยเรียบร้อยแล้ว พนักงานที่ได้รับอนุมัติให้ลาออกได้ จะต้องส่งคืนทรัพย์สินของบริษัทฯ  ที่อยู่ในครอบครองหรือในความรับผิดชอบให้บริษัทฯ หรือชำระคืนเงินที่ยืมจากบริษัททั้งหมด ก่อนวันลาออกจะมีผล 

1.3 เกษียณอายุ 

บริษัทฯ กำหนดให้พนักงานพ้นสภาพการเป็นพนักงาน โดยการเกษียณอายุเมื่ออายุ   60   ปี วันที่เกษียณอายุ คือวันที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบ 60    บริบูรณ์ ในกรณีที่บริษัทฯพิจารณาเห็นว่าพนักงานที่ครบเกษียณอายุ ผู้ใด สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ต่อไปได้อย่างดีเยี่ยม รวมทั้งความจำเป็น และความเหมาะสมในตำแหน่งหน้าที่นั้น บริษัทฯจะทำสัญญาจ้างใหม่เป็นรายปี ทั้งนี้บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิที่จะกำหนดเงื่อนไขสัญญาจ้างใหม่ เช่น เงินเดือน โบนัส และผลประโยชน์อื่นๆ พนักงานที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วอาจขอเกษียณอายุก่อนกำหนดได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารของบริษัทฯเป็นรายๆไป การที่พนักงานเกษียณอายุโดยมีอายุถึงตามเกณฑ์ หรือได้รับอนุมัติจากฝ่ายจัดการให้เกษียณอายุก่อนกำหนด จะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย

1.4 สิ้นสุดสัญญาจ้าง 

พนักงานรายเดือน, รายวันและพนักงานที่มีระยะเวลาการจ้างงานที่แน่นอนที่บริษัทฯ ตกลงจ้างไว้ไม่เป็นการถาวร เพื่อทำงานโครงการชั่วคราว งานจร หรืองานตามฤดูกาล โดยมีระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน และเลิกจ้างเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้าง

2. นโยบายการเลิกจ้าง 

แม้บริษัทฯจะมีนโยบายส่งเสริมวินัยเชิงสร้างสรรค์เพื่อช่วยให้พนักงานปฏิบัติงานได้บรรลุเป้าหมายส่งเสริมอบรมและพัฒนาพนักงานให้มีทักษะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ตามบางครั้งบริษัทฯ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเลิกจ้างพนักงานตามเหตุและสถานการณ์ในขณะนั้นภายใต้สภาพที่กล่าวมาบริษัทฯจะพยายามทุกวิถีทางที่จะดำเนินการให้การเลิกจ้างเป็นไปด้วยความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

หมวดที่11 ค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษ 

1 เงินชดเชยและระเบียบการจ่ายเงินชดเชย 

ในกรณีที่บริษัทฯมีความจำเป็นที่จะต้องเลิกจ้างพนักงานโดยมีเหตุเนื่องมากจากเศรษฐกิจและสังคมหรือเหตุการณ์ภายในบริษัท บริษัทฯจะทำการจ่ายค่าชดเชยโดยอ้างอิงตามกฎหมาย ดังนี้

1.1 พนักงานที่มีอายุการทำงานติดต่อกันครบ 120 วันแต่ไม่ครบ 1 ปี (โดยรวมวันหยุด วันลา และวันที่บริษัทฯ สั่งให้หยุดเพื่อประโยชน์ของบริษัทฯ) บริษัทฯจะจ่ายค่าชดเชยให้เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน หรือค่าจ้างของการทำงาน 30 วัน

1.2 พนักงานที่มีอายุการทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี (โดยรวมวันหยุด วันลา และวันที่บริษัทฯ สั่งให้หยุดเพื่อประโยชน์ของบริษัทฯ) บริษัทฯจะจ่ายค่าชดเชยให้เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน หรือค่าจ้างของการทำงาน 90 วัน

1.3 พนักงานที่มีอายุการทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี (โดยรวมวันหยุด วันลา และวันที่บริษัทฯ สั่งให้หยุดเพื่อประโยชน์ของบริษัทฯ) บริษัทฯจะจ่ายค่าชดเชยให้เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน หรือค่าจ้างของการทำงาน 180 วัน

1.4 พนักงานที่มีอายุการทำงานติดต่อกันครบ 6 ปีแต่ไม่ครบ 10 ปี (โดยรวมวันหยุดวันลา และวันที่ บริษัทฯ สั่งให้หยุดเพื่อประโยชน์ของบริษัทฯ) บริษัทฯจะจ่ายค่าชดเชยให้เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน หรือค่าจ้างของการทำงาน 240 วัน

1.5 พนักงานที่มีอายุการทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป (โดยรวมวันหยุด วันลา และวันที่บริษัทฯ สั่งให้หยุดเพื่อประโยชน์ของบริษัทฯ) บริษัทฯจะจ่ายค่าชดเชยให้เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือค่าจ้างของการทำงาน 300 วัน

หมายเหตุ 

บริษัทจะไม่จ่ายค่าชดเชยแก่พนักงานที่ทำสัญญาการจ้างงานโดยมีการกำหนดเวลาสิ้นสุดการจ้างงานอย่างชัดเจน รวมทั้งพนักงานที่บริษัทจ้างเป็นครั้งคราว หรือเป็นการจ้างแบบชั่วคราว หรือตามฤดูกาล หรือ โครงการเฉพาะกิจ

2. ค่าชดเชยพิเศษ 

2.1 กรณีที่บริษัทฯ จะเลิกจ้างพนักงานเพราะเหตุปรับปรุงหน่วยงาน การทำงาน การขายหรือการให้บริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องมือทำความสะอาดมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนพนักงานลง บริษัทฯ จะปฏิบัติดังนี้

2.1.1 บริษัทฯ จะแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อพนักงานต่อพนักงานตรวจแรงงานและพนักงานที่จะเลิกจ้างให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนที่จะเลิกจ้าง

2.1.2 ในกรณีที่บริษัทฯ ไม่สามารถแจ้งแก่พนักงานที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน บริษัทฯจะจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่พนักงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวันหรือเท่ากับค่าจ้างการทำงานหกสิบวันสุดท้ายสำหรับพนักงานซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

2.1.3 ในกรณีที่มีการจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแล้วให้ถือว่าบริษัทฯ ได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์แล้วเช่นกัน

  1. 2.2 ในกรณีที่บริษัทฯ เลิกจ้างพนักงานตาม ข้อ 2 และพนักงานผู้นั้นทำงานติดต่อกันครบหกปีขึ้นไป (รวมวันหยุด วันลา และวันที่บริษัทฯ สั่งให้หยุดงานเพื่อประโยชน์ของบริษัทฯ) บริษัทฯ จะจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามข้อ 1.1-1.5 ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อการทำงานแต่ละปีหรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสิบห้าวันสุดท้ายต่อการทำงานครบหนึ่งปีสำหรับพนักงาน อย่างไรก็ตาม การคำนวณค่าชดเชยพิเศษจะไม่เกิน360วันของการได้รับค่าจ้าง

หมายเหตุ

เพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าชดเชยพิเศษ เศษของระยะเวลาทำงานที่มากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบ วันให้นับเป็นการทำงานครบหนึ่งปี

2.3 กรณีบริษัทฯมีความจำเป็นต้องย้ายสถานประกอบการไปตั้งยังสถานที่อื่น การย้ายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว บริษัทฯจะปฏิบัติดังนี้

2.3.1 แจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ

2.3.2 ในกรณีที่บริษัทฯไม่สามารถแจ้งล่วงหน้าได้ หรือการแจ้งย้ายสถานประกอบกิจการน้อยกว่า 30 วัน จะจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 30 วัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงานสามสิบวัน

2.3.3 กรณีพนักงานไม่ประสงค์จะย้ายตาม พนักงานสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างให้บริษัทฯทราบภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจากบริษัทฯ หรือวันที่บริษัทฯย้ายสถานประกอบกิจการ โดยบริษัทฯจะจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้กับพนักงาน ไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยที่พนักงานมีสิทธิได้รับตามอัตราการจ่ายค่าชดเชยตามข้อ 1.1 – 1.5 ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ลูกจ้างบอกเลิกสัญญา

2.3.4 พนักงานมีสิทธิยื่นคำร้องให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ บริษัทฯ ย้ายสถานประกอบกิจการ ในกรณีที่บริษัทฯต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือพนักงานมีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาโดยได้รับหรือไม่ได้รับค่าชดเชย

หมวดที่ 12 การเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับฯ 

การแก้ไขเพิ่มเติม และเปลี่ยนแปลงข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของพนักงานดังกล่าวข้างต้น เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือให้ปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งสามารถกระทำได้ในรูปของการออกระเบียบประกาศ คำสั่ง หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ได้เพิ่มเติมในภายหลังตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว บริษัทฯ จะพิจารณาและจัดทำด้วยความรอบคอบเป็นธรรมแก่พนักงาน และเป็นไปตามกฎหมายแรงงานของประเทศไทย

ทางบริษัทฯจะประกาศยกเลิกข้อบังคับเดิมซึ่งมีเนื้อหาไม่ตรงกับหลักปฏิบัติจริง และข้อบังคับฉบับนี้จะนำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติและใช้ในการอ้างอิงนับจากนี้เป็นต้นไป

ข้อบังคับฉบับนี้ ให้มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2560 เป็นต้นไป

ประกาศ  ณ  วันที่  10 มกราคม 2560